บทธนาคารโลก World Bank กับการเมืองไทย
ธนาคารโลกก่อตั้งขึ้นมาจากการประชุมที่เบร็ตตันวูดส์ รัฐนิวแฮมเซียร์ ประเทศสหรัฐอเมริกา เมื่อเดือนกรกฎาคม พ.ศ. 2487 การประชุมครั้งนี้ได้ร่างกฎบัตรขึ้นมาสองฉบับสำหรับธนาคารโลก ซึ่งมีอีกชื่อหนึ่งว่าธนาคารระหว่างประเทศเพื่อการบูรณะและพัฒนา (International Bank for Reconstruction and Development-IBRD) และกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (International Monetary Fund-IMF) ตอนที่มีการก่อตั้งสถาบันการเงินทั้งสองขึ้นมาที่เบร็ตตันวูดส์นั้น ทั้งสองสถาบันมีการแบ่งความรับผิดชอบกันอย่างชัดเจน กองทุนจะให้การสนับสนุนทางการเงินระยะสั้น เพื่อช่วยประเทศต่าง ๆ แก้ปัญหาดุลการชำระเงินในขณะที่ธนาคารโลกจะให้ทุนสนับสนุนการพัฒนาระยะกลางและระยะยาวในรูปแบบเงินกู้ยืม โครงการพัฒนาที่เน้นเฉพาะเป็นโครงการไป โดยเข้าไปช่วยเหลือประเทศต่างๆ ในยุโรปที่ประสบภัยพิบัติจากสงครามโลกครั้งที่สอง แต่ต่อมาให้เงินกู้แก่ประเทศต่างๆ ในโลกที่สามเป็นสำคัญ โครงการพัฒนาส่วนใหญ่ที่ได้รับเงินให้กู้จากธนาคารโลก เป็นโครงการลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานทางเศรษฐกิจ (Infrastructure Investment) ดังเช่นถนนและทางหลวง ระบบสาธารณูปโภค ระบบชลประทาน เป็นต้น
สถาบันการเงินในธนาคารโลก ประกอบด้วยสถาบันต่างๆ รวม 4 แห่ง ประกอบด้วย
1. ธนาคารเพื่อการบูรณะและพัฒนาระหว่างประเทศ (IBRD-ก่อตั้งค.ศ.1945)
2. บรรษัทการเงินระหว่างประเทศ (IFC-ค.ศ.1956)
3. สมาคมพัฒนาระหว่างประเทศ (IDA-ค.ศ.1960)
4. องค์การประกันการลงทุนหลายฝ่าย (MIGA-ค.ศ.1988)
ทั้ง 4 องค์กรรวมกันเรียกว่า กลุ่มธนาคารโลก (World Bank Group) เป้าหมายที่ได้มีการระบุไว้ของกลุ่มธนาคารโลกคือ การให้ความช่วยเหลือด้านการเงิน, คำปรึกษาแนะนำ, และด้านเทคนิค แก่ประเทศสมาชิก เพื่อยกระดับมาตรฐานการครองชีพของประชาชน (โดยเฉพาะในประเทศด้อยพัฒนา) ด้วยการถ่ายโอนทรัพยากรจากประเทศพัฒนาแล้ว ส่วนกิจกรรมหลักของกลุ่มธนาคารโลกมีอยู่ 3 ประการคือ
1.ให้เงินกู้ยืม
2.ให้คำปรึกษาในด้านการพัฒนาประเทศ
3.กระตุ้นและส่งเสริมการลงทุนระหว่างประเทศ
ส่วนโครงสร้างการบริหารของธนาคารโลก ประกอบด้วยส่วนหลัก 2 ส่วน คือ สภาผู้ว่าการ (Board of Governor) และ คณะกรรมการบริหาร (Board of Executive Directotors) ภายใต้ธรรมนูญของธนาคารโลก อำนาจการตัดสินใจสูงสุดจะอยู่ที่สภาผู้ว่าการ ซึ่งประกอบไปด้วยตัวแทนของประเทศสมาชิก ประเทศละ 1 คน อยู่ในตำแหน่งวาระ 5 ปี และมีการประชุมปีละหนึ่งครั้ง (มีการจัดการประชุมที่กรุงเทพฯ เมื่อเดือนตุลาคม 2534)
บทบาทด้านหลักของสภาผู้ว่าการ คือ การกำหนดสมาชิกภาพ การเพิ่มหรือลดทุนของธนาคาร การกำหนดนโยบายการดำเนินงาน ฯลฯ สิ่งที่น่าสังเกตเกี่ยวกับสภาผู้ว่าการธนาคารโลก คือ การที่สมาชิกของแต่ละประเทศจะมีเสียงโหวตที่ไม่เท่ากัน ขึ้นอยู่กับจำนวนหุ้นของธนาคารโลกที่ประเทศนั้น ๆ ถืออยู่
คณะกรรมการบริหารของธนาคารโลก มีหน้าที่รับผิดชอบในการดำเนินงานทั้งหมดของธนาคารโลก สมาชิกของคณะกรรมการบริหารมีจำนวน 22 คน (และแต่ละคนจะมีกรรมการสำรองในตำแหน่งตนอีก 22 คน) โดยมีตำแหน่งคราวละ 2 ปี สมาชิกกรรมการบริหารทั้งที่มาจากการเลือกและการแต่งตั้ง
คณะกรรมการบริหารมีทั้งที่มาจากการเลือกตั้งและการแต่งตั้ง กล่าวคือ ตัวแทนจากประเทศแกน 5 ประเทศ ซึ่งได้แก่ สหรัฐอเมริกา , ญี่ปุ่น เยอรมันตะวันตก อังกฤษ , และฝรั่งเศส จะได้รับการแต่งตั้งให้เข้าดำรงตำแหน่งได้โดยอัตโนมัติ สำหรับคณะกรรมการบริหารที่เหลือ ได้มาจากการเลือกตั้งภายในกลุ่มประเทศโดยลักษณะการจัดกลุ่มนี้ เป็นการจัดแบ่งโดยธนาคารโลกเอง กลุ่มที่ประเทศไทยอยู่นั้นจะประกอบด้วยสมาชิกจากประเทศฟิจิ อินโดนีเซีย ลาว พม่า มาเลเซีย เนปาล สิงคโปร์ ไทย ตองกา และเวียดนาม ส่วนเสียงโหวตของกลุ่มนี้รวมกันมีสัดส่วนเพียง 2.79% ของเสียงทั้งหมดใน IBRD และ 2.93% ของเสียงใน IDA) ข้อน่าสังเกตคือ ตัวแทนของประเทศด้อยพัฒนา โดยเฉพาะประเทศอิตาลี แคนาดา และเบลเยี่ยม มักจะได้รับการเลือกตั้งให้เข้าดำรงตำแหน่งในคณะกรรมการบริหารติดต่อกันตลอดมา
คณะกรรมการบริหารจะต้องอยู่ประจำที่สำนักงานใหญ่ของธนาคารโลก และรับผิดชอบในการควบคุมดูแลการทำงานของเจ้าหน้าที่ประจำอื่น ๆ โครงสร้างการทำงานมีการแบ่งส่วนแยกย่อยเป็นฝ่าย ๆ เช่น เลขานุการ ฝ่ายสำนักงาน การเงิน ฝ่ายปฏิบัติการ ฝ่ายนโยบาย วิจัย และกิจกรรมภายนอก ฝ่ายประเมินผลการปฏิบัติ ฝ่าย แผนงานและงบประมาณ ฝ่ายกฎหมาย ฝ่ายบุคคลและบริหาร โดยฝ่ายปฏิบัติการมีสำนักงานสาขาในภูมิภาคต่าง ๆ 4 ภูมิภาค คือ อาฟริกา เอเชีย ยุโรป ตะวันออก-อาฟริกาเหนือ และลาตินอเมริกา โดยปกติเจ้าหน้าที่ประจำสำนักงานใหญ่ของธนาคารโลกมีประมาณหลายพันคน
เงินกู้สี่ก้อนแรกของธนาคารโลกมอบให้ฝรั่งเศส เนเธอร์แลนด์ เดนมาร์ค และลักแซมเบิร์ก เพื่อฟื้นฟูประเทศหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ต่อมาธนาคารโลกได้ปล่อยกู้ให้กับประเทศที่กำลังพัฒนาในปี 2491 นั้น ชิลีเป็นประเทศนอกยุโรปประเทศแรกที่ได้รับเงินกู้จากธนาคารโลก
ในช่วงทศวรรษ 2510 ธนาคารโลกเติบโตขยายตัวขึ้นมาอย่างมากมาย ทั้งจำนวนเจ้าหน้าที่และปริมาณเงินกู้ที่ปล่อยออกไป การเติบโตของธนาคารส่วนใหญ่อยู่ในภาคเศรษฐกิจ เช่น เกษตรกรรมและการพัฒนาชนบท อุตสาหกรรม การขนส่งและพลังงาน โดยเพิ่มการมีส่วนร่วมของประโยชน์จากโครงการเหล่านั้น มีการปรึกษาองค์กรเอกชนในท้องถิ่นที่เป็นตัวแทนของประชาชนน้อยมาก ไม่ว่าจะเป็นการเสาะหาโครงการ การวางแผน และการดำเนินโครงการที่ธนาคารให้ความสนับสนุน
ในช่วงนี้เองที่ธนาคารโลกให้เงินกู้ผ่านองค์กรหรือสถาบันในสังกัดรัฐบาลเพื่อส่งเสริมการทำประเทศให้ทันสมัยและเศรษฐกิจแบบเปิด หรือเศรษฐกิจแบบเสรีที่รัฐเข้ามาควบคุมน้อยที่สุด การให้ทุนสนับสนุนโครงการขนาดใหญ่ เช่น การสร้างเขื่อน การทำเหมืองแร่ และการเคลื่อนย้ายประชาชนไปตั้งถิ่นฐานใหม่ (Transmigration) ก่อให้เกิดสภาพที่ชุมชนถูกถอนรากอย่างสิ้นเชิง และเกิดความพินาศย่อยยับของสภาพแวดล้อม ป่าเมืองร้อนคิดเป็นพื้นที่ใหญ่โตมโหฬารจมหายไปใต้อ่างเก็บน้ำเหนือเขื่อน หรือถูกตัดทำลาย ในขณะที่ชาวบ้านคนท้องถิ่นพื้นเมืองถูกโยกย้ายจากผืนแผ่นดินที่พวกเขาเคยอยู่อาศัยมาชั่วชีวิตเพื่อเปิดทางให้ “การพัฒนา” ตามแบบตะวันตก
การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวข้างต้นของธนาคารโลกเป็นผลมาจากการปฏิรูปองค์กรครั้งใหญ่ในระหว่างที่นายโรเบิร์ต แม็กนามารา (Robert McNamara) ดำรงตำแหน่งประธาน (2511-2524) มีการเปลี่ยนแปลงแนวทางการให้ความช่วยเหลือประเทศด้อยพัฒนามาเน้นการแก้ปัญหาความยากจน ความอดอยากหิวโหย และความทุกข์ของประชาชนผู้ยากไร้ แนวทางหลักก็คือ การจัดสรรสิ่งสนองตอบความจำเป็นพื้นฐานของมนุษย์ (Basic Human Needs) แม้ว่าแนวความคิดว่าด้วย Basic Human Needs ก่อเกิดในองค์การแรงงานระหว่างประเทศ (International Labour Organization) แต่ธนาคารโลกมีบทบาทสำคัญในการสานต่อแนวความคิดดังกล่าว และนำความคิดไปสู่การปฏิบัติ
ในทศวรรษ 2520 แม็กนามารา เห็นว่าความจำเป็นพื้นฐานของมนุษย์ไม่เพียงพอที่จะช่วยโลกที่สามหลุดพ้นจากความด้อยพัฒนา ในเมื่อประเทศเหล่านี้ต้องเผชิญวิกฤติการณ์เศรษฐกิจระลอกแล้วระลอกเล่า นับตั้งแต่วิกฤติการณ์น้ำมันครั้งแรกปี 2516-2517 วิกฤติการณ์น้ำมันครั้งที่สอง ปี 2522 วิกฤติการณ์หนี้ต่างประเทศของโลกที่สามปี 2523 และภาวะเศรษฐกิจถดถอยในสังคมเศรษฐกิจโลกระหว่างปี 2523-2529 แม็กนามาราเห็นว่าประเทศโลกที่สามจะสามารถฝ่าฟันคลื่นมรสุมทางเศรษฐกิจได้ ก็ต่อเมื่อมีพื้นฐานทางเศรษฐกิจที่มั่นคงแข็งแรง การปรับโครงสร้างเศรษฐกิจจึงเป็นเรื่องสำคัญยิ่ง แต่การปล่อยให้ประเทศเหล่านี้เลือกเส้นทางการพัฒนาของตนเองมิได้มีหลักประกันว่า จะมีการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ จำเป็นที่ธนาคารโลกต้องเข้าไปแทรกแซงและกำกับการกำหนดยุทธศาสตร์การพัฒนา
ปี 2522 ธนาคารโลกริเริ่มให้มีเงินกู้เพื่อปรับโครงสร้าง (Structural Adjustment Loans=SALs) และอาศัยการกำหนดเงื่อนไขการดำเนินนโยบาย (Policy Conditionalities) ผูกติดไปกับเงินให้กู้เป็นกลไกในการบังคับให้ประเทศลูกหนี้ต้องปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ ในขณะที่เงื่อนไขการดำเนินนโยบายที่ผูกติดมากับเงินกู้ของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ เน้นการปรับโครงสร้างอุปสงค์มวลรวม (Structure of Aggregate Demand) ธนาคารโลกเน้นการปรับโครงสร้างการผลิต (Structure of Production)
รังสรรค์ ธนะพรพันธุ์ นักเศรษฐศาตร์คนสำคัญที่ศึกษาเศรษฐศาสตร์มหภาคด้านการเงินและการคลัง กล่าวว่า ธนาคารโลกและกองทุนการเงินระหว่างประเทศมีบทบาทสำคัญในการสร้าง "ฉันทามติแห่งวอชิงตัน" (Washington Consensus) อันได้แก่ Stabilization, Liberalization, Deregulation และ Privatizationในขณะที่เงื่อนไขการดำเนินนโยบายของกองทุนการเงินระหว่างประเทศดูแลเรื่อง Stabilization ธนาคารโลกดูแลเรื่อง Liberlization, Deregulation, Privatization
การปฏิรูปเศรษฐกิจตามพื้นฐานความคิดของฉันทามติแห่งวอชิงตัน ก็คือ การปลดปล่อยให้กลไกราคาสามารถทำหน้าที่ในการแก้ไขปัญหาพื้นฐานทางเศรษฐกิจอย่างเต็มที่ จะเป็นไปได้ก็ต่อเมื่อรัฐต้องลดการแทรกแซงกิจกรรมทางเศรษฐกิจ ลดการควบคุมและกำกับกิจกรรมทางเศรษฐกิจ (Deregulation) และถ่ายโอนการผลิตจากภาครัฐบาลไปสู่ภาคเอกชน (Privatization) เพื่อลดขนาดของภาครัฐบาล (Downsizing the Government)
ธนาคารโลกยึดแนวทาง การปลดปล่อยให้กลไกราคาสามารถทำหน้าที่ในการแก้ไขปัญหาพื้นฐานทางเศรษฐกิจอย่างเต็มที่ควบคู่กับการเปลี่ยนแปลงยุทธศาสตร์การพัฒนาอุตสาหกรรมจากการผลิตเพื่อทดแทนการนำเข้า (Import Substitution Industrialization) ไปสู่การผลิตเพื่อการส่งออก (Export-oriented Industrialization) เป็นแนวทางการปฏิรูปเศรษฐกิจ อันเป็นเงื่อนไขการดำเนินนโยบาย ที่ผูกติดกับเงินให้กู้ SALs
ภายหลังจากที่การปฏิรูปเศรษฐกิจในระยะแรกดำเนินมานานนับทศวรรษ ก่อให้เกิดปัญหากับประเทศด้อยพัฒนาจำนวนมากที่ไม่สามารถบรรลุเป้าหมายการปฏิรูปเศรษฐกิจได้ หลายประเทศต้องปรับเปลี่ยนเงื่อนไขการดำเนินนโยบายที่ผูกติดกับเงินให้กู้ ทั้งของธนาคารโลกและกองทุนการเงินระหว่างประเทศ จึงค่อยๆ ก่อเกิดและสรุปเป็นการปฏิรูปเศรษฐกิจระยะที่สอง
หัวใจของการปฏิรูปเศรษฐกิจระยะที่สอง คือ ปัจจัยสถาบันมีความสำคัญต่อความสำเร็จหรือความล้มเหลวของการปฏิรูปเศรษฐกิจ การละเลย และการไม่ให้ความสำคัญแก่ปัจจัยสถาบันนำมาซึ่งความล้มเหลว ในการปฏิรูปเศรษฐกิจ ความข้อนี้นับเป็นบทเรียนสำคัญยิ่งจากการปฏิรูปเศรษฐกิจรุ่นที่หนึ่ง กองทุนการเงินระหว่างประเทศร่วมกับธนาคารโลก จัดให้มีการสัมมนาทางวิชาการ Conference on Second Generation Reforms ในเดือนกันยายน 2542
การปฏิรูปสถาบันกลายเป็นเงื่อนไขการดำเนินนโยบายที่สำคัญ ที่ธนาคารโลกและกองทุนการเงินระหว่างประเทศพยายามผูกมัดให้ภาคีสมาชิกดำเนินการ โดยที่สถาบันมิได้มีความหมายจำกัดเฉพาะองค์กรและการจัดองค์กร หากหมายรวมถึงกติกาการเล่นเกม (Rules of the Game) ในสังคมเศรษฐกิจด้วย
ภายหลังการรัฐประหารปี 2500 โดยจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ รัฐบาลไทยเริ่มนโยบายส่งเสริมการผลิตของภาคเอกชนตามข้อเสนอแนะของธนาคารโลกในปี 2503 ด้วยการปรับลดจำนวนรัฐวิสาหกิจไทยจาก141 แห่งเหลือ 69 แห่งในปี 2519 รวมไปกระทั่งถึงคำแนะนำให้มีการจัดทำแผนพัฒนาเศรษฐกิจแห่งชาติเพื่อให้บรรลุเป้าหมายที่วางไว้ เจ้าหน้าที่จากธนาคารโลกคือ นาย แอนโทนิน บาสซ์(Antonin Basch) ได้ยกร่างพระราชบัญญัติส่งเสริมอุตสาหกรรม ฉบับ พ.ศ. 2497 และเสนอให้ไทยใช้นโยบายการคลังแบบรัดเข็มขัด และการวางแผนลงทุนระยะยาว ระหว่างปี 2497-2498 บทบาทของธนาคารโลกต่อนโยบายเศรษฐกิจไทยจึงดำรงฐานะเป็นบทบาทางอ้อมต่อการกำหนดนโยบาย
หลังการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองเดือนตุลาคม 2516 รัฐบาลให้ความสนใจต่อปัญหาความยากจนและการกระจายรายได้ในประเทศไทยมากขึ้น รายงานธนาคารโลกเรื่อง Thailand: Toward a Strategy of Full Participation ฉบับปี 2521 มีอิทธิพลต่อการกำหนดแนวทางการพัฒนาในแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 5(2525-2529) และฉบับที่ 5 และ 6 ในเวลาต่อมา ในเรื่องความจำเป็นพื้นฐานของมนุษย์
การขอรับความช่วยเหลือทางการเงินจากกองทุนการเงินระหว่างประเทศและธนาคารโลกในช่วงปี 2524 –2529 และ ปี 2540-2542 ในช่วงแก้ไขวิกฤติเศรษฐกิจไทย ทำให้ทั้ง 2 องค์กร มีส่วนในการกำหนดนโยบายเศรษฐกิจที่รัฐบาลจะต้องดำเนินการในฐานะที่เป็นเงื่อนไขแห่งเงินกู้ ในกรณีของธนาคารโลก รัฐบาลไทยขอกู้เงินเพื่อปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ (SALsI และ SALsII) ในปี 2525 และปี 2526 ซึ่งมีเงื่อนไขที่ต้องผูกมัดด้วย 10 ข้อในปี 2525 และ 13 ข้อในปี 2526 ซึ่งในช่วงเวลาดังกล่าวรัฐบาลไทยดำเนินการตามเงื่อนไขไม่ได้ทั้งหมดเพราะมีปัญหาการเมืองในคณะรัฐบาล แต่ธนาคารโลกก็ไม่ได้ใช้อ้างเป็นสาเหตุในการยกเลิกการให้กู้แต่อย่างใด
ประกาศข่าวกระทรวงการคลัง ฉบับที่ 66/2542 วันที่ 12 พฤษภาคม 2542 เรื่อง รายงานผลการประชุมประเมินผลการดำเนินการของโครงการเงินกู้จาก ธนาคารโลก (Country Portfolio Performance Review) เขียนไว้ว่า
นายสถิตย์ ลิ่มพงศ์พันธุ์ โฆษกกระทรวงการคลัง ขอแถลงผลการประชุมประเมินผล การดำเนินการของโครงการเงินกู้จากธนาคารโลกโดยรวม (Country Portfolio Performance Review- CPPR) ระหว่างกระทรวงการคลัง ส่วนราชการและรัฐวิสาหกิจที่เป็นผู้ดำเนินโครงการ (กรมทางหลวง กรมที่ดิน ทบวงมหาวิทยาลัย สถาบันราชภัฏ การไฟฟ้านครหลวง การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค การไฟฟ้า ฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย สถาบันเทคโนโลยีราชมงคล บริษัทบางจากปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) และ การปิโตรเลียมแห่งประเทศไทย) และธนาคารโลก ซึ่งการประชุม CPPR เมื่อวันที่ 10-11 พฤษภาคม 2542 เป็นการจัดครั้งแรกของประเทศไทย โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อตรวจสอบผลการดำเนิน งานของโครงการเงินกู้โดยรวม และพิจารณามาตรการเพิ่มประสิทธิภาพและปรับปรุงการดำเนินการ ของโครงการต่าง ๆของส่วนราชการและรัฐวิสาหกิจที่ได้รับเงินกู้จากธนาคารโลก
โครงการต่างๆ ที่กู้เงินจากธนาคารโลกและยังดำเนินการมีอยู่ทั้งสิ้น จำนวน 15 โครงการ และมีวงเงินกู้ผูกพัน (Aggregate Commitment) ทั้งสิ้นประมาณ 1.9 พันล้านเหรียญสหรัฐ ทั้งนี้ มีโครงการในสาขาพลังงานคิดเป็นร้อยละ 44 ของจำนวนโครงการทั้งหมด คิดเป็นวงเงินกู้ผูกพัน ร้อยละ 36 ของเงินกู้จากธนาคารโลก อันดับสองคือภาคการศึกษาซึ่งมีโครงการทั้งสิ้นร้อยละ 19 ของ โครงการทั้งหมด คิดเป็นวงเงินขอกู้ร้อยละ 13 ของเงินกู้ นอกจากนั้น เงินกู้ในช่วงที่ผ่านมาเป็น ลักษณะเพื่อแก้ไขวิกฤติเศรษฐกิจเป็นสำคัญเพื่อช่วยสนับสนุนการปฏิรูปภาคการเงินและการบริหาร เศรษฐกิจในระดับมหภาคและโครงการลงทุนเพื่อสังคม
แผนการปรับปรุงผลการดำเนินการโครงการโดยรวม
กระทรวงการคลังและธนาคารโลกได้ให้ความสำคัญที่จะมีแผนการปรับปรุง ผลการดำเนินการโครงการโดยรวม โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเร่งดำเนินการโครงการให้บรรลุตามเป้าหมาย และระยะเวลาที่กำหนด ทั้งนี้ เพื่อให้ผลประโยชน์ที่จะได้จากโครงการเหล่านั้นถึงมือประชาชนโดยเร็ว ที่ประชุมดังกล่าวได้แลกเปลี่ยนข้อคิดเห็นในการปรับปรุงด้านการบริหารโครงการ การปรับโครงสร้างการ ติดตามประเมินผล การกำหนดมาตรการต่างๆ เพื่อให้การดำเนินงานมีประสิทธิภาพทั้งในส่วนของธนาคารโลก และรัฐบาลไทย รวมทั้งระเบียบการจัดซื้อจัดจ้างที่อาจแตกต่างกับการเตรียมโครงการล่วงหน้าเพื่อให้เบิก จ่ายให้เบิกจ่ายได้อย่างมีประสิทธิภาพ ตลอดจนในการติดตามประเมินผลเงินกู้จากต่างประเทศ
นอกจากนั้นที่ประชุมยังเห็นชอบให้มีการจัดตั้งหน่วยติดตามและสนับสนุน โครงการ (Oversight Support Unit - OSU) โดยมีวัตถุประสงค์ เพื่อเพิ่มขีดความสามารถของ รัฐบาลในการควบคุมดูแลความก้าวหน้าในการดำเนินงานโครงการเงินกู้ทั้งหมด ตลอดจนให้ข้อเสนอ แนะและคำแนะนำแก่โครงการที่มีปัญหา เพื่อสามารถหาแนวทางในการ แก้ไขปัญหาได้อย่างรวดเร็ว
ในการนี้ OSU จะจัดตั้งขึ้นในสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง ในชั้นแรกนั้น ธนาคารโลกจะให้การสนับสนุนผ่าน ASEM Trust Fund ในรูปความช่วยเหลือทางวิชาการ ซึ่งกระทรวงการคลังคาดว่าการจัดตั้ง OSU เพื่อให้ดำเนินการของโครงการโดยรวมเป็นไปอย่างมี ประสิทธิภาพเพิ่มขึ้น สามารถติดต่อและรับรู้ถึงปัญหาที่เกิดขึ้นในบางโครงการรวดเร็วขึ้น เพื่อจะให้การสนับสนุนแก้ไขได้ทันท่วงที ซึ่งจะทำให้ประชาชนได้รับผลประโยชน์จากโครงการเหล่านี้มากขึ้น [1]
เมื่อไทยได้รับผลกระทบจากวิกฤตเศรษฐกิจโลกอันเนื่องมาจากวิกฤติแฮมเบอร์เกอร์ของสหรัฐอเมริกาเมื่อปลายปี 2551 ส่งผลให้ตัวเลขการส่งออกลดลง และการเติบโตทางเศรษฐกิจภายในประเทศหดตัวอย่างรุนแรง รัฐบาลของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ได้อนุมัติให้กระทรวงการคลังกู้เงินจากธนาคารโลก 1,000 ล้านดอลลาร์ เพื่อใช้ในการฟื้นฟูเศรษฐกิจ และพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน หลังจากได้เคยอนุมัติในหลักการให้กู้เงินจาก ธนาคารโลก ธนาคารเพื่อการพัฒนาเอเชีย (เอดีบี) และองค์กรความร่วมมือระหว่างประเทศของญี่ปุ่น (ไจก้า) วงเงิน 2,000 ล้านดอลลาร์ หรือประมาณ 72,000 ล้านบาท และนำร่างสัญญาเงินกู้เสนอให้สภาผู้แทนราษฎรพิจารณา โดยเงินดังกล่าวมีระยะเวลา 20 ปี ปลอดหนี้ 8 ปี ปรับดอกเบี้ยทุก 6 เดือน อ้างอิงจากดอกเบี้ยลอยตัวสกุลเงินสหรัฐ เฉลี่ย 15 ปี ที่ 3.55%
ก่อนหน้านี้สำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ กระทรวงการคลังได้รายงานเหตุผลและความจำเป็นในการกู้เงินต่างประเทศว่า เกิดจากวิกฤติเศรษฐกิจโลก โดยเฉพาะวิกฤติการทางการเงินของสหรัฐอเมริกา การขยายตัวของ จีดีพี ภายในสหรัฐลดลงอย่างต่อเนื่อง โดยในไตรมาสที่ 4 ปี 2551 ติดลบ 3.8 % ขณะที่ภาวะเศรษฐกิจไทย ได้รับผลกระทบจากวิกฤตการเงินโลก ปี 2551 จีดีพีของไทยขยายตัวเพียง 2.3 % ไตรมาสที่ 4 หดตัว 4.3 % ปริมาณการส่งออกและบริการครึ่งปีหลังของปี 2551 ติดลบ 26 % อัตราการว่างงานจาก 5 แสนเป็น 1 ล้านคน และในปี 2552 ไอเอ็มเอฟ และธนาคารโลก คาดการณ์เศรษฐกิจขยายตัวเพียง 0.5-0.9 % เศรษฐกิจไทยเสี่ยงที่จะหดตัวในครึ่งปีแรกของปี 2552
สำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ รายงานด้วยว่า ความจำเป็นสำคัญคือ งบกลางปี เพิ่มเติมปี 52 มีจำกัดไม่เพียงพอสำหรับโครงการลงทุนภาครัฐ การจัดทำงบประมาณขาดดุลปี 2552 อยู่ที่ 347,060.52 ล้านบาท การกู้เงินในประเทศมีข้อจำกัดจากเพดานการกู้เงิน เพื่อชดเชยการขาดดุลงบประมาณ ตามพระราชบัญญัติหนี้สาธารณะ ไม่เกิน 20 % ของงบประมาณรายจ่ายประจำปี และงบเพิ่มเติม 80 % ของงบประมาณรายจ่าย ชำระคืนเงินต้น จึงไม่สามารถการกู้เงินภาย ในประเทศได้เกินกรอบวงเงิน 441,280.88 ล้านบาท ขณะเดียวกันการจัดเก็บรายได้ของรัฐบาลไม่เป็นไปตามเป้า สภาพตลาดเงินมีความผันผวน รัฐวิสาหกิจและสถาบันการเงินของรัฐมีแนวโน้มจะการกู้เงินในประเทศเพิ่มขึ้นเพื่อบริหารสภาพคล่อง รัฐบาลมีสถานะทางเครดิตและช่องทางการกู้เงินต่างประเทศในเงื่อนไขและต้นทุนที่ดีกว่า โดยเฉพาะการการกู้เงินการกู้เงินจากสถาบันการเงินและองค์กรระหว่างประเทศ
นอกจากนี้ สำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ ยังได้รายงานว่า หนี้สาธารณะคงค้าง ณ สิ้นเดือนธ.ค. 51 คงค้าง 3,471.34 พันล้านบาท คิดเป็น 38.13 % ต่อ จีดีพี เป็นหนี้ระยะสั้น 174.09 พันล้านบาท หนี้ระยะยาว 3,297.25 พันล้านบาท แบ่งเป็นหนี้ภายในประเทศ 3,055.81 พันล้านบาท หนี้ต่างประเทศ 415.53 พันล้านบาท โดยเป็นเงินสกุล เยน มากที่สุด 64 % เหรียญสหรัฐ 20 % และ ยูโร 16 % ทั้งนี้ ไทยการกู้เงินจากธนาคารโลกจนถึงปัจจุบัน จำนวน 8,553 ล้านเหรียญสหรัฐ เงินการกู้เงินจาก เอดีบี 5,316 ล้านเหรียญสหรัฐ และเงินการกู้เงินจาก เจบิค ประมาณ 2,010,537 ล้านเยน
ที่มา
รังสรรค์ ธนะพรพันธุ์. กระบวนการกำหนดนโยบายเศรษฐกิจในประเทศไทย : บทวิเคราะห์เชิงประวัติศาสตร์เศรษฐกิจการเมือง พ.ศ. 2475-2530. กรุงเทพฯ: สมาคมสังคมศาสตร์แห่งประเทศไทย, 2531.
ผาสุก พงษ์ไพจิตร และคริส เบเกอร์. เศรษฐกิจการเมืองไทยสมัยกรุงเทพฯ. พิมพ์ครั้งที่ 2 กรุงเทพฯ: Silkworm Books, 2542.
http://www.bot.or.th
http://www.mof.go.th
อ้างอิง
↑ http://www.mof.go.th/news99/news66.htm ลงวันที่ 12 พฤษภาคม 2542
รับข้อมูลจาก "http://www.kpi.ac.th/wiki/index.php/World_Bank_%E0%B8%81%E0%B8%B1%E0%B8%9A%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B9%80%E0%B8%A1%E0%B8%B7%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B9%84%E0%B8%97%E0%B8%A2"
แจ้งเพื่อทราบว่าบล็อกเกอร์นี้จัดทำขึ้นเพื่อใช้ในการเรียนการสอนรายวิชาอินเตอร์เน็ตในชีวิตประจำวัน นิสิตมหาวิทยาลัยมหาสารคาม ขอขอบคุณที่เข้ามาเยียมชม
ชอบๆๆๆ
วันอังคารที่ 11 กันยายน พ.ศ. 2555
World Bank
ความโดยประธานธนาคารโลกเรื่องวิกฤติเศรษฐกิจโลก
ในช่วงสองเดือนที่ผ่านมานั้น วิกฤตการณ์ที่เกิดขึ้นทั้งในตลาดเงิน ในระบบสินเชื่อ และในตลาดอสังหาริมทรัพย์ของสหรัฐอเมริกาก็ได้ส่งผลให้ความกังวลที่มีอยู่เดิมต่อสภาวะเศรษฐกิจและสถานการณ์ด้านการลดความยากจนของโลกในปัจจุบัน อันสืบเนื่องมาจากปัญหาราคาอาหารและน้ำมันที่ถีบตัวสูงขึ้นเรื่อย ๆ นั้น ขยายวงกว้างขึ้น เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในเดือนกันยายนและตุลาคมนั้น อาจผลักดันให้สถานการณ์ในประเทศกำลังพัฒนาหลายต่อหลายประเทศ ซึ่งแต่เดิมก็ค่อนข้างล่อแหลมหรือเปราะบางอยู่แล้ว ทวีความรุนแรงขึ้นจนถึงขั้นวิกฤติได้ และหากเป็นเช่นนั้น คนที่จะได้รับผลกระทบมากที่สุดก็คือคนยากจน ซึ่งโดยมากแล้วจะปราศจากเกราะกำบังใดใดนั่นเอง
เราได้ยินคำตำหนิติเตียนมากมายว่าต้นเหตุของปัญหานี้อยู่ที่การเปิดตลาดเสรี อยู่ที่ความล้มเหลวของสถาบันกำกับดูแลในภาครัฐ ทว่า ความจริงที่เราต้องเผชิญและยอมรับก็คือ ทุกวันนี้ โลกมาไกลเกินกว่าที่จะหันหลังให้แก่โลกาภิวัตน์ได้แล้ว สิ่งที่เราจะทำได้ก็คือการเรียนรู้จากประสบการณ์และความผิดพลาดในอดีตในขณะที่เราก้าวย่างต่อไปเพื่อวางรากฐานให้แก่อนาคต ทั้งนี้ เราจำเป็นที่จะต้องปฏิวัติโครงสร้างของตลาดเงินตลาดทุน รวมทั้งระบบพหุพาคีเพื่อแก้ไขปัญหาระดับโลกให้สอดคล้องต่อสภาวะเศรษฐกิจของโลกในปัจจุบันยิ่งขึ้น
ความเป็นไปของตลาดเงินตลาดทุนในวันนี้ รวมทั้งการที่แต่ละประเทศในโลกถูกเชื่อมโยงเข้าด้วยกันภายใต้เครือข่ายเดียวนั้น สะท้อนให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญของการติดต่อสื่อสาร การเผยแพร่ข้อมูลข่าวสาร พัฒนาการของเทคโนโลยี การไหลเวียนของเงินทุนและการค้า การเคลื่อนย้ายของแรงงาน และแรงผลักดันใหม่ ๆ ที่มีอิทธิพลต่อความเคลื่อนไหวต่าง ๆ ของโลก ทุกวันนี้ ประเทศที่เราเรียกว่า “มหาอำนาจทางเศรษฐกิจ” นั้น ไม่ได้จำกัดอยู่แค่ในยุโรปและอเมริกาอีกต่อไปแล้ว ตรงกันข้าม มีประเทศกำลังพัฒนามากมายที่กำลังก้าวขึ้นสู่การเป็นมหาอำนาจทางเศรษฐกิจอย่างรวดเร็ว และกำลังเป็น “ผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย” ของความเคลื่อนไหวต่าง ๆ ในโลกที่อาจส่งผลกระทบต่อประเทศของพวกเขาเอง ที่สำคัญ มหาอำนาจทางเศรษฐกิจใหม่ ๆ เหล่านี้ ก็ยังต้องการที่จะให้ประเทศอื่น ๆ ในโลกหันมาฟังเสียงของพวกเขาให้มากขึ้นด้วย
ในขณะที่ตลาดเงินตลาดทุนและธุรกิจต่าง ๆ จะยังคงเป็นกลไกสำคัญในการผลักดันให้โลกมีการเจริญเติบโตและมีพัฒนาการต่อไป ระบบการเงินของกลุ่มประเทศที่พัฒนาแล้ว โดยเฉพาะในสหรัฐอเมริกา ก็กลับดูเหมือนว่ากำลังอ่อนแอลงเรื่อย ๆ หลังจากที่ต้องเผชิญกับความสูญเสียอันยิ่งใหญ่มหาศาลจากวิกฤตการณ์ทางการเงินที่ได้เกิดขึ้นใน 2-3 ปีที่ผ่านมานี้
เมื่อระบบที่ได้ถูกสร้างไว้ให้เป็นกลไกในการแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจและการเงินของโลกกำลังส่อให้เห็นว่ามีรอยร้าว เราก็จำเป็นที่จะต้องค้นหากลไกใหม่ ๆ เข้ามาช่วย ประเด็นสำคัญที่เราต้องคำนึงถึงก็คือ ระบบพหุภาคีที่จะสอดคล้องกับความเป็นไปของโลกในปัจจุบันมากที่สุดนั้น น่าจะเป็นระบบพหุภาคีที่มีความยืดหยุ่นมากกว่าในปัจจุบัน รวมทั้งเป็นระบบที่นำความแข็งแกร่งของเครือข่าย และของสถาบันทั้งในภาครัฐและภาคเอกชนไปใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด และควรจะเป็นระบบแก้ไขปัญหาแบบยึดผลลัพธ์ในการปฏิบัติ รวมทั้งส่งเสริมวิถีทางแห่งความร่วมมือเป็นสำคัญ
ระบบพหุภาคีที่เราควรจะริเริ่มขึ้นใหม่นี้ จักต้องมีการแบ่งปันความรับผิดชอบในการดูแลความแข็งแกร่งของระบบเศรษฐกิจการเมืองโลกให้ทั่วถึงมากขึ้น และประกอบไปด้วยสมาชิกซึ่งจะได้รับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสำคัญ ๆ ของภาวะเศรษฐกิจโลกมากกว่าคนอื่นด้วย เช่นนี้แล้ว เราจึงจำเป็นที่จะต้องเปลี่ยนคำบัญญัติความของระบบพหุภาคีทางเศรษฐกิจของโลกเสียใหม่ เพื่อให้ความสำคัญต่อปัจจัยอื่น ๆ ที่กำลังสร้างความเปลี่ยนแปลงอันใหญ่หลวงให้แก่โลก มิใช่เฉพาะการเงินและการค้าดังที่เป็นมาในอดีต ทุกวันนี้ ประเด็นที่เกี่ยวกับพลังงาน การเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ และการสร้างความมั่นคงให้แก่ประเ ทศที่เปราะบาง หรือประเทศที่เพิ่งผ่านภาวะสงครามมาใหม่ ๆ นั้นก็นับว่าเป็นประเด็นทางเศรษฐกิจเช่นกัน ประเด็น เหล่านี้ได้เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของการเจรจาระดับโลกว่าด้วยปัญหาความมั่นคงและปัญหาสิ่งแวดล้อมแล้ว จึงนับว่ามีความจำเป็นอย่างยิ่งที่เราจะต้องนำประเด็นเหล่านี้เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของการเจรจาระดับโลกว่าด้วยปัญหาเศรษฐกิจด้วย
ระบบพหุภาคีที่โลกต้องการนี้ จะดำเนินไปได้อย่างราบรื่นก็ต่อเมื่อมีความร่วมมือและมีแรงผลักดันจากสมาชิกแต่ละประเทศ ระบบที่มีอยู่แล้วในปัจจุบันคือระบบ G-7 นั้นยังถือว่ามีข้อบกพร่องอยู่มาก เราจำเป็นที่จะต้องสรรค์สร้างระบบใหม่ขึ้นมาเพื่อให้สอดคล้องกับสภาวะของโลกในปัจจุบันมากขึ้น ระบบใหม่ที่เราจำเป็นจะต้องมีนี้ ควรอยู่ภายใต้การดูแลของ “คณะทำงานหลัก” ซึ่งจะประกอบไปด้วยรัฐมนตรีว่าการกระทรวง การคลังของประเทศที่มีส่วนได้ส่วนเสียในระบบเศรษฐกิจโลกต่าง ๆ ที่จะแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสารและความรู้กันอย่างสม่ำเสมอ เพื่อให้แต่ละฝ่ายสามารถคาดคะเนเหตุการณ์ที่จะเกิดขึ้นในอนาคตได้อย่างมีรวดเร็วขึ้น สามารถรวบรวมประเทศสมาชิกอื่น ๆ เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของการแก้ไขปัญหาได้อย่างทันท่วงที และทำหน้าที่ “บริหาร” ความแตกต่างของแต่ละประเทศไม่ให้เป็นอุปสรรคขัดขวางการประสานประโยชน์ของโลกโดยรวม
คณะทำงานหลักที่จะทำหน้าที่ดูแลระบบพหุภาคีใหม่นี้ ควรที่จะมีบราซิล จีน อินเดีย เม็กซิโก รัสเซีย ซาอุดิอาระเบีย แอฟริกาใต้ และกลุ่มประเทศ G-7 ในปัจจุบันเป็นสมาชิก คณะทำงานนี้จำเป็นที่จะต้องมีการพบปะกันอย่างสม่ำเสมอ และมีการสนทนาแลกเปลี่ยนข่าวสารซึ่งกันและกันผ่านทั้งช่องทางที่เป็นทางการและไม่เป็นทางการ ที่สำคัญ คณะทำงานนี้จำเป็นที่จะต้องเป็นมากกว่าแค่ “กลุ่มประเทศ G-14” เพราะมันจะไม่มีประโยชน์แต่อย่างใดเลยหากเราแค่เปลี่ยนชื่อ จาก G-7 เป็น G-14 โดยที่ไม่เปลี่ยนวิถีการทำงานด้วย เราต้องการเครือข่ายใหม่ที่จะสามารถคาดคะเนล่วงหน้าได้ว่าจะมีความเสียหายเกิดขึ้น ที่จะยังประสานงานอย่างใกล้ชิดกับสถาบันการเงินระหว่างประเทศที่มีอยู่ โครงสร้างและบทบาทหน้าที่ของคณะทำงานภายใต้ระบบพหุภาคีใหม่นี้ จะช่วยให้แต่ละประเทศหันมาใช้สมาชิกอื่น ๆ ให้เป็นประโยชน์มากขึ้น ในการแก้ไขปัญหาซึ่งใหญ่หลวงเกินกว่าประเทศใดประเทศหนึ่งจะสามารถแก้ไขได้โดยลำพัง และจะช่วยผลักดันให้การแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจและการเงินที่ส่งผลกระทบต่อคนทั้งโลกนั้น ผ่านกระบวนการที่เป็นพหุภาคีนิยมมากขึ้น
ระบบพหุภาคีใหม่ที่ว่านี้ จำเป็นที่จะต้องนำปฏิสัมพัทธ์และความเชื่อมโยงระหว่างพลังงานกับการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศเข้ามาประกอบการพิจารณาด้วย ตลาดพลังงานโลกในปัจจุบันนี้กำลังอยู่ในภาวะที่ยุ่งเหยิงมาก เพื่อให้การแก้ไขปํญหาด้านพลังงานเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น เราจำเป็นที่จะต้องจัดให้มีการเจรจาระดับโลกระหว่างผู้ผลิตและผู้บริโภคพลังงาน โดยทั้งสองฝ่ายจำเป็นที่จะต้องนำแผนงานในการขยายอุปทาน การเพิ่มประสิทธิภาพในการใช้พลังงานอย่างประหยัดเพื่อลดอุปสงค์ การผลิตพลังงานเพื่อคนยากไร้ และการวางแผนพัฒนาพลังงานโดยคำนึงถึงปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เข้ามาพิจารณาร่วมกันด้วย ผมเชื่อว่าทั้งฝ่ายผู้ผลิตและผู้บริโภคนี้น่าจะหาวิธีที่ต่างฝ่ายต่างได้ประโยชน์มาใช้บริหารจัดการราคาของพลังงานให้อยู่ในขอบเขตที่เหมาะสม และผสมผสานกับการปรับปรุงเทคโนโลยีในการผลิตให้ปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์น้อยลงได้
เพื่อให้สิ่งที่กล่าวไปแล้วข้างต้นเป็นไปอย่างราบรื่น โลกก็จำเป็นที่จะต้องมีปัจจัยใหม่ ๆ มาสนับสนุนข้อตกลงว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ มีกลไกใหม่ ๆ ที่จะส่งเสริมการอนุรักษ์ป่าและลดการตัดไม้ทำลายป่า พัฒนาเทคโนโลยีใหม่ ๆ รวมทั้งหาวิธีที่จะทำให้เทคโนโลยีเหล่านี้ได้รับการใช้อย่างแพร่หลายมากขึ้น นอกจากนี้ เรายังจำเป็นที่ะต้องให้ความช่วยเหลือทางการเงินต่อประเทศกำลังพัฒนาให้มากขึ้นเพื่อให้ประเทศเหล่านั้นสามารถปรับตัวเข้ากับผลที่เกิดขึ้นจากการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ รวมทั้งพัฒนาตลาดการซื้อขายคาร์บอนเครดิตให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น คณะทำงานหลักภายใต้ระบบพหุภาคีใหม่นี้ น่าจะมีส่วนช่วยในการผลักดันให้เกิดมาตรการใหม่ ๆ อันเกี่ยวข้องกับการแก้ปัญหาพลังงาน ปัญหาสิ่งแวดล้อม และมาตรการทางการเงินที่จะช่วยสนับสนุนการเจรจาระดับสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ รวมทั้งส่งเสริมข้อตกลงว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศที่สามารถนำไปปฏิบัติได้ในความเป็นจริง
และในฐานะที่การเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐฯ กำลังใกล้เข้ามาทุกที ผมจึงอยากจะเรียนว่า ในขณะที่หน้าที่ในการฟื้นฟูสภาพเศรษฐกิจโลกควรจะเป็นภารกิจเร่งด่วนภารกิจหนึ่งของประธานาธิบดีคนใหม่ของสหรัฐฯ นั้น เราต้องยอมรับว่า การแก้ไขปัญหานี้หาใช่เป็นภาระของสหรัฐฯ แต่เพียงประเทศเดียวไม่ แต่มันควรจะเป็นภาระของสมาชิกทุกคนในระบบพหุภาคี
แม้สภาวะการณ์ในปัจจุบันจะยากลำบากสำหรับโลก แต่วิกฤตการณ์ที่เกิดขึ้นก็ยังมาพร้อม ๆ กับโอกาสด้วย ขณะนี้ มีประเทศหลายประเทศที่เป็นส่วนหนึ่งของระบบแก้ไขปัญหาแบบพหุภาคีในปัจจุบันที่มีความตั้งใจจริงในการช่วยเหลือประเทศอื่น ๆ ให้ผ่านพ้นปัญหานี้ไปได้ ดังนั้น ภาระกิจเร่งด่วนของเราจึงควรจะเป็นการปรับปรุงระบบและตลาดเงินตลาดทุนของโลกนั้นให้สามารถแก้ไขปัญหาได้อย่างทันต่อเหตุการณ์มากยิ่งขึ้น
นายโรเบิร์ต บี เซลลิค เป็นประธานกลุ่มธนาคารโลก ข้อเขียนชิ้นนี้ดัดแปลงมาจากสุนทรพจน์ของเขาเมื่อวันที่ 6 ตุลาคมที่ผ่านมา ก่อนการเปิดการประชุมประจำปีของธนาคารโลกและกองทุนการเงินระหว่างประเทศ ที่กรุงวอชิงตัน ดีซี
http://web.worldbank.org/WBSITE/EXTERNAL/COUNTRIES/EASTASIAPACIFICEXT/THAILANDINTHAIEXTN/0,,contentMDK:21937680~menuPK:487349~pagePK:2865066~piPK:2865079~theSitePK:486697,00.html
ในช่วงสองเดือนที่ผ่านมานั้น วิกฤตการณ์ที่เกิดขึ้นทั้งในตลาดเงิน ในระบบสินเชื่อ และในตลาดอสังหาริมทรัพย์ของสหรัฐอเมริกาก็ได้ส่งผลให้ความกังวลที่มีอยู่เดิมต่อสภาวะเศรษฐกิจและสถานการณ์ด้านการลดความยากจนของโลกในปัจจุบัน อันสืบเนื่องมาจากปัญหาราคาอาหารและน้ำมันที่ถีบตัวสูงขึ้นเรื่อย ๆ นั้น ขยายวงกว้างขึ้น เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในเดือนกันยายนและตุลาคมนั้น อาจผลักดันให้สถานการณ์ในประเทศกำลังพัฒนาหลายต่อหลายประเทศ ซึ่งแต่เดิมก็ค่อนข้างล่อแหลมหรือเปราะบางอยู่แล้ว ทวีความรุนแรงขึ้นจนถึงขั้นวิกฤติได้ และหากเป็นเช่นนั้น คนที่จะได้รับผลกระทบมากที่สุดก็คือคนยากจน ซึ่งโดยมากแล้วจะปราศจากเกราะกำบังใดใดนั่นเอง
เราได้ยินคำตำหนิติเตียนมากมายว่าต้นเหตุของปัญหานี้อยู่ที่การเปิดตลาดเสรี อยู่ที่ความล้มเหลวของสถาบันกำกับดูแลในภาครัฐ ทว่า ความจริงที่เราต้องเผชิญและยอมรับก็คือ ทุกวันนี้ โลกมาไกลเกินกว่าที่จะหันหลังให้แก่โลกาภิวัตน์ได้แล้ว สิ่งที่เราจะทำได้ก็คือการเรียนรู้จากประสบการณ์และความผิดพลาดในอดีตในขณะที่เราก้าวย่างต่อไปเพื่อวางรากฐานให้แก่อนาคต ทั้งนี้ เราจำเป็นที่จะต้องปฏิวัติโครงสร้างของตลาดเงินตลาดทุน รวมทั้งระบบพหุพาคีเพื่อแก้ไขปัญหาระดับโลกให้สอดคล้องต่อสภาวะเศรษฐกิจของโลกในปัจจุบันยิ่งขึ้น
ความเป็นไปของตลาดเงินตลาดทุนในวันนี้ รวมทั้งการที่แต่ละประเทศในโลกถูกเชื่อมโยงเข้าด้วยกันภายใต้เครือข่ายเดียวนั้น สะท้อนให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญของการติดต่อสื่อสาร การเผยแพร่ข้อมูลข่าวสาร พัฒนาการของเทคโนโลยี การไหลเวียนของเงินทุนและการค้า การเคลื่อนย้ายของแรงงาน และแรงผลักดันใหม่ ๆ ที่มีอิทธิพลต่อความเคลื่อนไหวต่าง ๆ ของโลก ทุกวันนี้ ประเทศที่เราเรียกว่า “มหาอำนาจทางเศรษฐกิจ” นั้น ไม่ได้จำกัดอยู่แค่ในยุโรปและอเมริกาอีกต่อไปแล้ว ตรงกันข้าม มีประเทศกำลังพัฒนามากมายที่กำลังก้าวขึ้นสู่การเป็นมหาอำนาจทางเศรษฐกิจอย่างรวดเร็ว และกำลังเป็น “ผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย” ของความเคลื่อนไหวต่าง ๆ ในโลกที่อาจส่งผลกระทบต่อประเทศของพวกเขาเอง ที่สำคัญ มหาอำนาจทางเศรษฐกิจใหม่ ๆ เหล่านี้ ก็ยังต้องการที่จะให้ประเทศอื่น ๆ ในโลกหันมาฟังเสียงของพวกเขาให้มากขึ้นด้วย
ในขณะที่ตลาดเงินตลาดทุนและธุรกิจต่าง ๆ จะยังคงเป็นกลไกสำคัญในการผลักดันให้โลกมีการเจริญเติบโตและมีพัฒนาการต่อไป ระบบการเงินของกลุ่มประเทศที่พัฒนาแล้ว โดยเฉพาะในสหรัฐอเมริกา ก็กลับดูเหมือนว่ากำลังอ่อนแอลงเรื่อย ๆ หลังจากที่ต้องเผชิญกับความสูญเสียอันยิ่งใหญ่มหาศาลจากวิกฤตการณ์ทางการเงินที่ได้เกิดขึ้นใน 2-3 ปีที่ผ่านมานี้
เมื่อระบบที่ได้ถูกสร้างไว้ให้เป็นกลไกในการแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจและการเงินของโลกกำลังส่อให้เห็นว่ามีรอยร้าว เราก็จำเป็นที่จะต้องค้นหากลไกใหม่ ๆ เข้ามาช่วย ประเด็นสำคัญที่เราต้องคำนึงถึงก็คือ ระบบพหุภาคีที่จะสอดคล้องกับความเป็นไปของโลกในปัจจุบันมากที่สุดนั้น น่าจะเป็นระบบพหุภาคีที่มีความยืดหยุ่นมากกว่าในปัจจุบัน รวมทั้งเป็นระบบที่นำความแข็งแกร่งของเครือข่าย และของสถาบันทั้งในภาครัฐและภาคเอกชนไปใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด และควรจะเป็นระบบแก้ไขปัญหาแบบยึดผลลัพธ์ในการปฏิบัติ รวมทั้งส่งเสริมวิถีทางแห่งความร่วมมือเป็นสำคัญ
ระบบพหุภาคีที่เราควรจะริเริ่มขึ้นใหม่นี้ จักต้องมีการแบ่งปันความรับผิดชอบในการดูแลความแข็งแกร่งของระบบเศรษฐกิจการเมืองโลกให้ทั่วถึงมากขึ้น และประกอบไปด้วยสมาชิกซึ่งจะได้รับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสำคัญ ๆ ของภาวะเศรษฐกิจโลกมากกว่าคนอื่นด้วย เช่นนี้แล้ว เราจึงจำเป็นที่จะต้องเปลี่ยนคำบัญญัติความของระบบพหุภาคีทางเศรษฐกิจของโลกเสียใหม่ เพื่อให้ความสำคัญต่อปัจจัยอื่น ๆ ที่กำลังสร้างความเปลี่ยนแปลงอันใหญ่หลวงให้แก่โลก มิใช่เฉพาะการเงินและการค้าดังที่เป็นมาในอดีต ทุกวันนี้ ประเด็นที่เกี่ยวกับพลังงาน การเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ และการสร้างความมั่นคงให้แก่ประเ ทศที่เปราะบาง หรือประเทศที่เพิ่งผ่านภาวะสงครามมาใหม่ ๆ นั้นก็นับว่าเป็นประเด็นทางเศรษฐกิจเช่นกัน ประเด็น เหล่านี้ได้เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของการเจรจาระดับโลกว่าด้วยปัญหาความมั่นคงและปัญหาสิ่งแวดล้อมแล้ว จึงนับว่ามีความจำเป็นอย่างยิ่งที่เราจะต้องนำประเด็นเหล่านี้เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของการเจรจาระดับโลกว่าด้วยปัญหาเศรษฐกิจด้วย
ระบบพหุภาคีที่โลกต้องการนี้ จะดำเนินไปได้อย่างราบรื่นก็ต่อเมื่อมีความร่วมมือและมีแรงผลักดันจากสมาชิกแต่ละประเทศ ระบบที่มีอยู่แล้วในปัจจุบันคือระบบ G-7 นั้นยังถือว่ามีข้อบกพร่องอยู่มาก เราจำเป็นที่จะต้องสรรค์สร้างระบบใหม่ขึ้นมาเพื่อให้สอดคล้องกับสภาวะของโลกในปัจจุบันมากขึ้น ระบบใหม่ที่เราจำเป็นจะต้องมีนี้ ควรอยู่ภายใต้การดูแลของ “คณะทำงานหลัก” ซึ่งจะประกอบไปด้วยรัฐมนตรีว่าการกระทรวง การคลังของประเทศที่มีส่วนได้ส่วนเสียในระบบเศรษฐกิจโลกต่าง ๆ ที่จะแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสารและความรู้กันอย่างสม่ำเสมอ เพื่อให้แต่ละฝ่ายสามารถคาดคะเนเหตุการณ์ที่จะเกิดขึ้นในอนาคตได้อย่างมีรวดเร็วขึ้น สามารถรวบรวมประเทศสมาชิกอื่น ๆ เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของการแก้ไขปัญหาได้อย่างทันท่วงที และทำหน้าที่ “บริหาร” ความแตกต่างของแต่ละประเทศไม่ให้เป็นอุปสรรคขัดขวางการประสานประโยชน์ของโลกโดยรวม
คณะทำงานหลักที่จะทำหน้าที่ดูแลระบบพหุภาคีใหม่นี้ ควรที่จะมีบราซิล จีน อินเดีย เม็กซิโก รัสเซีย ซาอุดิอาระเบีย แอฟริกาใต้ และกลุ่มประเทศ G-7 ในปัจจุบันเป็นสมาชิก คณะทำงานนี้จำเป็นที่จะต้องมีการพบปะกันอย่างสม่ำเสมอ และมีการสนทนาแลกเปลี่ยนข่าวสารซึ่งกันและกันผ่านทั้งช่องทางที่เป็นทางการและไม่เป็นทางการ ที่สำคัญ คณะทำงานนี้จำเป็นที่จะต้องเป็นมากกว่าแค่ “กลุ่มประเทศ G-14” เพราะมันจะไม่มีประโยชน์แต่อย่างใดเลยหากเราแค่เปลี่ยนชื่อ จาก G-7 เป็น G-14 โดยที่ไม่เปลี่ยนวิถีการทำงานด้วย เราต้องการเครือข่ายใหม่ที่จะสามารถคาดคะเนล่วงหน้าได้ว่าจะมีความเสียหายเกิดขึ้น ที่จะยังประสานงานอย่างใกล้ชิดกับสถาบันการเงินระหว่างประเทศที่มีอยู่ โครงสร้างและบทบาทหน้าที่ของคณะทำงานภายใต้ระบบพหุภาคีใหม่นี้ จะช่วยให้แต่ละประเทศหันมาใช้สมาชิกอื่น ๆ ให้เป็นประโยชน์มากขึ้น ในการแก้ไขปัญหาซึ่งใหญ่หลวงเกินกว่าประเทศใดประเทศหนึ่งจะสามารถแก้ไขได้โดยลำพัง และจะช่วยผลักดันให้การแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจและการเงินที่ส่งผลกระทบต่อคนทั้งโลกนั้น ผ่านกระบวนการที่เป็นพหุภาคีนิยมมากขึ้น
ระบบพหุภาคีใหม่ที่ว่านี้ จำเป็นที่จะต้องนำปฏิสัมพัทธ์และความเชื่อมโยงระหว่างพลังงานกับการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศเข้ามาประกอบการพิจารณาด้วย ตลาดพลังงานโลกในปัจจุบันนี้กำลังอยู่ในภาวะที่ยุ่งเหยิงมาก เพื่อให้การแก้ไขปํญหาด้านพลังงานเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น เราจำเป็นที่จะต้องจัดให้มีการเจรจาระดับโลกระหว่างผู้ผลิตและผู้บริโภคพลังงาน โดยทั้งสองฝ่ายจำเป็นที่จะต้องนำแผนงานในการขยายอุปทาน การเพิ่มประสิทธิภาพในการใช้พลังงานอย่างประหยัดเพื่อลดอุปสงค์ การผลิตพลังงานเพื่อคนยากไร้ และการวางแผนพัฒนาพลังงานโดยคำนึงถึงปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เข้ามาพิจารณาร่วมกันด้วย ผมเชื่อว่าทั้งฝ่ายผู้ผลิตและผู้บริโภคนี้น่าจะหาวิธีที่ต่างฝ่ายต่างได้ประโยชน์มาใช้บริหารจัดการราคาของพลังงานให้อยู่ในขอบเขตที่เหมาะสม และผสมผสานกับการปรับปรุงเทคโนโลยีในการผลิตให้ปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์น้อยลงได้
เพื่อให้สิ่งที่กล่าวไปแล้วข้างต้นเป็นไปอย่างราบรื่น โลกก็จำเป็นที่จะต้องมีปัจจัยใหม่ ๆ มาสนับสนุนข้อตกลงว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ มีกลไกใหม่ ๆ ที่จะส่งเสริมการอนุรักษ์ป่าและลดการตัดไม้ทำลายป่า พัฒนาเทคโนโลยีใหม่ ๆ รวมทั้งหาวิธีที่จะทำให้เทคโนโลยีเหล่านี้ได้รับการใช้อย่างแพร่หลายมากขึ้น นอกจากนี้ เรายังจำเป็นที่ะต้องให้ความช่วยเหลือทางการเงินต่อประเทศกำลังพัฒนาให้มากขึ้นเพื่อให้ประเทศเหล่านั้นสามารถปรับตัวเข้ากับผลที่เกิดขึ้นจากการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ รวมทั้งพัฒนาตลาดการซื้อขายคาร์บอนเครดิตให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น คณะทำงานหลักภายใต้ระบบพหุภาคีใหม่นี้ น่าจะมีส่วนช่วยในการผลักดันให้เกิดมาตรการใหม่ ๆ อันเกี่ยวข้องกับการแก้ปัญหาพลังงาน ปัญหาสิ่งแวดล้อม และมาตรการทางการเงินที่จะช่วยสนับสนุนการเจรจาระดับสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ รวมทั้งส่งเสริมข้อตกลงว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศที่สามารถนำไปปฏิบัติได้ในความเป็นจริง
และในฐานะที่การเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐฯ กำลังใกล้เข้ามาทุกที ผมจึงอยากจะเรียนว่า ในขณะที่หน้าที่ในการฟื้นฟูสภาพเศรษฐกิจโลกควรจะเป็นภารกิจเร่งด่วนภารกิจหนึ่งของประธานาธิบดีคนใหม่ของสหรัฐฯ นั้น เราต้องยอมรับว่า การแก้ไขปัญหานี้หาใช่เป็นภาระของสหรัฐฯ แต่เพียงประเทศเดียวไม่ แต่มันควรจะเป็นภาระของสมาชิกทุกคนในระบบพหุภาคี
แม้สภาวะการณ์ในปัจจุบันจะยากลำบากสำหรับโลก แต่วิกฤตการณ์ที่เกิดขึ้นก็ยังมาพร้อม ๆ กับโอกาสด้วย ขณะนี้ มีประเทศหลายประเทศที่เป็นส่วนหนึ่งของระบบแก้ไขปัญหาแบบพหุภาคีในปัจจุบันที่มีความตั้งใจจริงในการช่วยเหลือประเทศอื่น ๆ ให้ผ่านพ้นปัญหานี้ไปได้ ดังนั้น ภาระกิจเร่งด่วนของเราจึงควรจะเป็นการปรับปรุงระบบและตลาดเงินตลาดทุนของโลกนั้นให้สามารถแก้ไขปัญหาได้อย่างทันต่อเหตุการณ์มากยิ่งขึ้น
นายโรเบิร์ต บี เซลลิค เป็นประธานกลุ่มธนาคารโลก ข้อเขียนชิ้นนี้ดัดแปลงมาจากสุนทรพจน์ของเขาเมื่อวันที่ 6 ตุลาคมที่ผ่านมา ก่อนการเปิดการประชุมประจำปีของธนาคารโลกและกองทุนการเงินระหว่างประเทศ ที่กรุงวอชิงตัน ดีซี
http://web.worldbank.org/WBSITE/EXTERNAL/COUNTRIES/EASTASIAPACIFICEXT/THAILANDINTHAIEXTN/0,,contentMDK:21937680~menuPK:487349~pagePK:2865066~piPK:2865079~theSitePK:486697,00.html
IMFกองทุนการเงินระหว่างประเทศ
กองทุนการเงินระหว่างประเทศ
สัญลักษณ์ของ IMF
กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (อังกฤษ: International Monetary Fund) หรือ ไอเอ็มเอฟ (IMF) เป็นองค์กรที่รัฐบาลของกลุ่มประเทศพันธมิตรได้ร่วมก่อตั้งขึ้น มีฐานะเป็นทบวงการชำนาญพิเศษของสหประชาชาติ โดยมีข้อบังคับว่าประเทศที่จะเป็นสมาชิกธนาคารโลก และจะต้องเป็นสมาชิกของ IMF ด้วย เริ่มเปิดดำเนินการในเดือนมีนาคม ปี ค.ศ. 1947 ประเทศที่สมัครเป็นสมาชิกกองทุนการเงินฯ จะต้องเป็นสมาชิกขององค์การสหประชาชาติอยู่ก่อนแล้ว ในปัจจุบันมีสมาชิก 185 ประเทศ (Montenegro เป็นสมาชิกอันดับที่ 185 เข้าร่วมเมื่อวันที่ 18 มกราคม ค.ศ. 2007)
วัตถุประสงค์และหน้าที่
วัตถุประสงค์ของการก่อตั้ง IMF คือ จัดการและควบคุมระบบการเงินของโลกและช่วยเหลือประเทศที่เผชิญกับวิกฤตเศรษฐกิจ โดยจะประสานการทำงานกับกระทรวงการคลัง และแบงก์ชาติของแต่ละประเทศ หน้าที่หลักของ IMF มีอยู่ 3 ประการคือ
1.จัดระบบการเงินโลก
2.กำกับกติกาทางเศรษฐกิจของโลก เพื่อให้เกิดความมั่นคงมีเสถียรภาพ
3.สร้างเงินซึ่งเป็นเงินสำรองระหว่างประเทศ เป็นเงินที่เป็นกลาง ไม่ได้เป็นเงินของประเทศใดประเทศหนึ่ง
ที่มา
http://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%81%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%97%E0%B8%B8%E0%B8%99%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B9%80%E0%B8%87%E0%B8%B4%E0%B8%99%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%AB%E0%B8%A7%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B8%87%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B9%80%E0%B8%97%E0%B8%A8
สัญลักษณ์ของ IMF
กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (อังกฤษ: International Monetary Fund) หรือ ไอเอ็มเอฟ (IMF) เป็นองค์กรที่รัฐบาลของกลุ่มประเทศพันธมิตรได้ร่วมก่อตั้งขึ้น มีฐานะเป็นทบวงการชำนาญพิเศษของสหประชาชาติ โดยมีข้อบังคับว่าประเทศที่จะเป็นสมาชิกธนาคารโลก และจะต้องเป็นสมาชิกของ IMF ด้วย เริ่มเปิดดำเนินการในเดือนมีนาคม ปี ค.ศ. 1947 ประเทศที่สมัครเป็นสมาชิกกองทุนการเงินฯ จะต้องเป็นสมาชิกขององค์การสหประชาชาติอยู่ก่อนแล้ว ในปัจจุบันมีสมาชิก 185 ประเทศ (Montenegro เป็นสมาชิกอันดับที่ 185 เข้าร่วมเมื่อวันที่ 18 มกราคม ค.ศ. 2007)
วัตถุประสงค์และหน้าที่
วัตถุประสงค์ของการก่อตั้ง IMF คือ จัดการและควบคุมระบบการเงินของโลกและช่วยเหลือประเทศที่เผชิญกับวิกฤตเศรษฐกิจ โดยจะประสานการทำงานกับกระทรวงการคลัง และแบงก์ชาติของแต่ละประเทศ หน้าที่หลักของ IMF มีอยู่ 3 ประการคือ
1.จัดระบบการเงินโลก
2.กำกับกติกาทางเศรษฐกิจของโลก เพื่อให้เกิดความมั่นคงมีเสถียรภาพ
3.สร้างเงินซึ่งเป็นเงินสำรองระหว่างประเทศ เป็นเงินที่เป็นกลาง ไม่ได้เป็นเงินของประเทศใดประเทศหนึ่ง
ที่มา
http://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%81%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%97%E0%B8%B8%E0%B8%99%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B9%80%E0%B8%87%E0%B8%B4%E0%B8%99%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%AB%E0%B8%A7%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B8%87%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B9%80%E0%B8%97%E0%B8%A8
วันอังคารที่ 24 กรกฎาคม พ.ศ. 2555
เครือธนาคารกสิกรไทย แจ้งผลประกอบการครึ่งปีแรก ปี 2555 กำไร 18,355 ล้านบาท
นายสมเกียรติ ศิริชาติไชย รองกรรมการผู้จัดการอาวุโส ธนาคารกสิกรไทย เปิดเผยว่า ธนาคารและบริษัทย่อยมีกำไรสุทธิงวดครึ่งปีแรก ของปี 2555 จำนวน 18,355 ล้านบาท โดยเป็นกำไรจากการดำเนินงานก่อนหักภาษีเงินได้ จำนวน 25,235 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากงวดเดียวกันของปีก่อน จำนวน 4,768 ล้านบาท หรือ 23.30% สำหรับกำไรสุทธิสำหรับไตรมาส 2 ปี 2555 จำนวน 9,367 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากไตรมาสก่อนจำนวน 379 ล้านบาท หรือ 4.22%
ผลการดำเนินงานสำหรับงวดครึ่งปีแรก ของปี 2555 เมื่อเปรียบเทียบกับงวดเดียวกันของ ปี 2554 ธนาคารและบริษัทย่อยมีกำไรจากการดำเนินงานก่อนหักภาษีเงินได้ จำนวน 25,235 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากงวดเดียวกันของปีก่อน จำนวน 4,768 ล้านบาท หรือ 23.30% ส่วนใหญ่เกิดจากการเพิ่มขึ้นของรายได้ดอกเบี้ยสุทธิ จำนวน 3,494 ล้านบาท หรือ 13.00% ทำให้อัตราผลตอบแทนสินทรัพย์ที่ก่อให้เกิดรายได้สุทธิ (Net interest margin :NIM) อยู่ที่ระดับ 3.63% ซึ่งปรับตัวดีขึ้นจากปีก่อน รวมถึงรายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ยเพิ่มขึ้นจำนวน 2,884 ล้านบาท หรือ 16.60% เป็นผลมาจากรายได้ค่าธรรมเนียมและบริการสุทธิ และรายได้เบี้ยประกันภัยรับสุทธิ
นอกจากนี้ อัตราส่วนค่าใช้จ่ายจากการดำเนินงานอื่น ๆ ต่อรายได้จากการดำเนินงานสุทธิ (Efficiency ratio) ในปีนี้อยู่ที่ระดับ 42.82% ซึ่งปรับตัวดีขึ้นจากปีก่อน รวมทั้งการลดอัตราภาษีเงินได้นิติบุคคลจาก 30% เป็น 23% ในปี 2555 ทำให้กำไรสุทธิส่วนที่เป็นของธนาคารในงวดนี้มีจำนวน 18,355 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจำนวน 4,923 ล้านบาท หรือ 36.65%
ผลการดำเนินงานสำหรับไตรมาส 2 ปี 2555 เมื่อเปรียบเทียบกับไตรมาส 1 ปี 2555 ธนาคารและบริษัทย่อยมีกำไรสุทธิในไตรมาสนี้ จำนวน 9,367 ล้านบาท โดยเพิ่มขึ้นจากไตรมาสก่อนจำนวน 379 ล้านบาท หรือ 4.22% ส่วนใหญ่เกิดจากทั้งรายได้ดอกเบี้ยสุทธิและรายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ย โดยรายได้ดอกเบี้ยสุทธิเพิ่มขึ้นจำนวน 547 ล้านบาท หรือ 3.67% ส่งผลให้อัตราผลตอบแทนสินทรัพย์ที่ก่อให้เกิดรายได้สุทธิ (Net interest margin : NIM) อยู่ที่ระดับ 3.53% ซึ่งใกล้เคียงกับไตรมาสก่อน
ผลการดำเนินงานสำหรับไตรมาส 2 ปี 2555 เมื่อเปรียบเทียบกับไตรมาส 1 ปี 2555 ธนาคารและบริษัทย่อยมีกำไรสุทธิในไตรมาสนี้ จำนวน 9,367 ล้านบาท โดยเพิ่มขึ้นจากไตรมาสก่อนจำนวน 379 ล้านบาท หรือ 4.22% ส่วนใหญ่เกิดจากทั้งรายได้ดอกเบี้ยสุทธิและรายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ย โดยรายได้ดอกเบี้ยสุทธิเพิ่มขึ้นจำนวน 547 ล้านบาท หรือ 3.67% ส่งผลให้อัตราผลตอบแทนสินทรัพย์ที่ก่อให้เกิดรายได้สุทธิ (Net interest margin : NIM) อยู่ที่ระดับ 3.53% ซึ่งใกล้เคียงกับไตรมาสก่อน
ส่วนรายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ยเพิ่มขึ้นจำนวน 560 ล้านบาท หรือ 5.68% เป็นผลมาจากรายได้ค่าธรรมเนียมและบริการสุทธิที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง และรายได้เงินปันผลที่เพิ่มขึ้นจากรายการพิเศษที่ไม่เป็นตัวเงินจากการได้รับหุ้นปันผล สำหรับอัตราส่วนค่าใช้จ่ายจากการดำเนินงานอื่น ๆ ต่อรายได้จากการดำเนินงานสุทธิ (Efficiency ratio) อยู่ที่ 44.16% เพิ่มขึ้นจากไตรมาสก่อนที่อยู่ที่ 41.42% ส่วนใหญ่เป็นการเพิ่มขึ้นของค่าใช้จ่ายในการโฆษณาประชาสัมพันธ์ และค่ากิจกรรมทางการตลาด
ณ วันที่ 30 มิถุนายน 2555 เครือธนาคารกสิกรไทยมีสินทรัพย์รวมจำนวน 1,887,036 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากไตรมาสก่อน จำนวน 29,887 ล้านบาท หรือ 1.61% และเพิ่มขึ้นจากสิ้นปี 2554 จำนวน 164,096 ล้านบาท หรือ 9.52% ส่วนใหญ่เป็นการเพิ่มขึ้นของเงินลงทุนและเงินให้สินเชื่อ โดยที่เงินให้สินเชื่อด้อยคุณภาพต่อเงินให้สินเชื่อ (%NPL Gross) อยู่ที่ระดับ 2.20% ปรับตัวดีขึ้นจากไตรมาสก่อน และสิ้นปี 2554
ณ วันที่ 30 มิถุนายน 2555 เครือธนาคารกสิกรไทยมีสินทรัพย์รวมจำนวน 1,887,036 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากไตรมาสก่อน จำนวน 29,887 ล้านบาท หรือ 1.61% และเพิ่มขึ้นจากสิ้นปี 2554 จำนวน 164,096 ล้านบาท หรือ 9.52% ส่วนใหญ่เป็นการเพิ่มขึ้นของเงินลงทุนและเงินให้สินเชื่อ โดยที่เงินให้สินเชื่อด้อยคุณภาพต่อเงินให้สินเชื่อ (%NPL Gross) อยู่ที่ระดับ 2.20% ปรับตัวดีขึ้นจากไตรมาสก่อน และสิ้นปี 2554
ทั้งนี้ ธนาคารได้ตั้งค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญเพื่อรองรับความเสียหายที่อาจจะเกิดขึ้นไว้แล้ว สำหรับอัตราส่วนเงินกองทุนทั้งสิ้นอยู่ที่ 15.56% โดยอัตราส่วนเงินกองทุนชั้นที่ 1 อยู่ที่ระดับ 9.76% และหากนับรวมกำไรสุทธิจนถึงไตรมาสที่ 2 ปี 2555 และรายการอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องเข้าเป็นเงินกองทุน อัตราส่วนเงินกองทุนทั้งสิ้นของธนาคารจะอยู่ที่ 16.86% โดยอัตราส่วนเงินกองทุนชั้นที่ 1 อยู่ที่ระดับ 11.06%
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)